ในหลวงของเรา
astore by amazon.com
วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551
clip โคคลอดลูก
แสดงระยะเวลาแต่ละขั้นตอนของการคลอดลูกในโค
ขั้นตอนที่ 1 เริ่มกระวนกระวาย จนถึง ถุงน้ำคร่ำโผล่ ใช้เวลา 1 - 2 ชั่วโมง
ขั้นตอนที่ 2 ถุงน้ำคร่ำโผล จนถึง ขาหน้าโผล่ ใช้เวลา 10-20 นาที
ขั้นตอนที่ 3 ขาหน้าโผล่ จนถึง จมูกโผล่ 10 - 20 นาที
ขั้นตอนที่ 4 จมูกโผล่ จนถึง หัวโผล่พ้นจากช่องคลอด 5-10 นาที
ขั้นตอนที่ 5 หัวโผล่พ้นจากช่องคลอด จนถึง ลูกหล่นถึงพื้น 5-10 นาที
ขั้นตอนที่ 6 ลูกหล่นถึงพื้น จนถึง รกหลุดออกมา ใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง
หมายเหตุ รกควรจะตามออกมาหรือหลุดออกมาภายใน 6 ชั่วโมง หลังคลอดเท่านั้น ถ้าหากเกิน 12 ชั่วโมงแล้วยังไม่ออก แสดงว่ารกค้างต้องตามสัตวแพทย์แก้ไขต่อไป
ขั้นตอนที่ 1 เริ่มกระวนกระวาย จนถึง ถุงน้ำคร่ำโผล่ ใช้เวลา 1 - 2 ชั่วโมง
ขั้นตอนที่ 2 ถุงน้ำคร่ำโผล จนถึง ขาหน้าโผล่ ใช้เวลา 10-20 นาที
ขั้นตอนที่ 3 ขาหน้าโผล่ จนถึง จมูกโผล่ 10 - 20 นาที
ขั้นตอนที่ 4 จมูกโผล่ จนถึง หัวโผล่พ้นจากช่องคลอด 5-10 นาที
ขั้นตอนที่ 5 หัวโผล่พ้นจากช่องคลอด จนถึง ลูกหล่นถึงพื้น 5-10 นาที
ขั้นตอนที่ 6 ลูกหล่นถึงพื้น จนถึง รกหลุดออกมา ใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง
หมายเหตุ รกควรจะตามออกมาหรือหลุดออกมาภายใน 6 ชั่วโมง หลังคลอดเท่านั้น ถ้าหากเกิน 12 ชั่วโมงแล้วยังไม่ออก แสดงว่ารกค้างต้องตามสัตวแพทย์แก้ไขต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2550
แผนผังฟาร์ม
การวางแผนผังฟาร์มว่าควรจะให้สิ่งก่อสร้างใดอยู่ที่ไหนนั้น จะแตกต่างกันไปในแต่ละฟาร์ม อย่างไรก็ตามมีหลักการที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาดังนี้
1.ควรตัดถนนให้เป็นระเบียบ เพื่อสะดวกในการทำงานและได้ขนาดแปลงหญ้าที่เท่า ๆ กัน
2.คอกพักแม่พันธุ์และคอกขุนควรอยู่ใกล้สายตาเจ้าของ คือ อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานมากนัก
3.คอกหย่านมควรอยู่ห่างจากคอกพักแม่พันธุ์ขนาดที่ไม่ให้ได้ยินเสียงร้องเรียกกัน
4.คอกพักโคคัดทิ้งหรือโคเตรียมจำหน่าย ควรอยู่ห่างจากคอกพักแม่พันธุ์
5.คอกคัดควรอยู่ใกล้คอกแม่พันธุ์และคอกขุน
6.หลุมหญ้าหมักควรอยู่ไม่ไกลจากคอกโคที่จะใช้หญ้าหมักนั้น
7.แปลงหญ้าที่อยู่ใกล้ๆ คอกพักและคอกขุนควรจะปลูกหญ้าชนิดที่ตัดสดให้โคกิน ส่วนแปลงหญ้าที่อยู่ห่างไกลควรปลูกหญ้าประเภทที่ให้สัตว์แทะเล็ม
1.ควรตัดถนนให้เป็นระเบียบ เพื่อสะดวกในการทำงานและได้ขนาดแปลงหญ้าที่เท่า ๆ กัน
2.คอกพักแม่พันธุ์และคอกขุนควรอยู่ใกล้สายตาเจ้าของ คือ อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานมากนัก
3.คอกหย่านมควรอยู่ห่างจากคอกพักแม่พันธุ์ขนาดที่ไม่ให้ได้ยินเสียงร้องเรียกกัน
4.คอกพักโคคัดทิ้งหรือโคเตรียมจำหน่าย ควรอยู่ห่างจากคอกพักแม่พันธุ์
5.คอกคัดควรอยู่ใกล้คอกแม่พันธุ์และคอกขุน
6.หลุมหญ้าหมักควรอยู่ไม่ไกลจากคอกโคที่จะใช้หญ้าหมักนั้น
7.แปลงหญ้าที่อยู่ใกล้ๆ คอกพักและคอกขุนควรจะปลูกหญ้าชนิดที่ตัดสดให้โคกิน ส่วนแปลงหญ้าที่อยู่ห่างไกลควรปลูกหญ้าประเภทที่ให้สัตว์แทะเล็ม
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550
วิธีปฏิบัติในการคัดเลือกโคจากลักษณะภายนอก
วิธีปฏิบัติในการคัดเลือกโคจากลักษณะภายนอก
ขั้นแรก พิจารณาลักษณะทั่วๆ ไปแล้วค่อยๆ พิจารณารายละเอียดของจุดต่างๆทั้งจากด้านหน้า,ด้านข้างและด้านท้ายของตัวโคดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้วในการคัดเลือกโค ขั้นตอนนี้ควรยืนห่างจากตัวโคประมาณ 6-7 เมตร หลังจากนั้นจึงเข้าใกล้ตัวโค เอามือสัมผัสและกดดูตามส่วนต่างๆ
ตำแหน่งและการวางตัวของขาหลังนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โคที่ดี ถ้าลากเส้นตรงจากกระดูกก้นกบลงมาตั้งฉากกับพื้น เส้นตรงนี้ควรแตะกับด้านหลังของเข่า (hock)และเกือบแตะกับติ่งกีบ (dew claw) ถ้าตำแหน่งของเท้าไปอยู่ข้างหน้ามาก จะมีปัญหาเมื่อโคเดินขึ้นเนินและตอนผสมพัน ในทางตรงข้ามถ้าตำแหน่งของเท้าไปอยู่ข้างหลังมากเกินไป จะทำให้การรับน้ำหนักไม่ดี ซึ่งอาจจะทำให้เอ็นและพังผืดฉีกขาดได้ การวางตัวของขาโคดังกล่าวนี้มักจะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ด้วย สำหรับโคเพศผู้ที่ต้องการนำไปใช้เป็นพ่อพันธุ์ ควรจะพิจารณาเกี่ยวกับลูกอัณฑะด้วยกล่าวคือลูกอัณฑะควรมีขนาดใหญ่พอสมควร ลูกอัณฑะ 2 ข้าง ควรมีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน และห้อยยานพอเหมะคือให้เห็นส่วนขั้วอัณฑะเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับห้อยยานมากจนแกว่งไปมาขณะโคเดิน ส่วนลูกอัณฑะที่หดสั้นติดกับท้องหรือมีบางส่วนอยู่ในช่องท้องนั้น ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นพ่อพันธุ์ เพราะตัวอสุจิที่ถูกสร้างขึ้นจะไม่ค่อยสมบูรณ์ เพราะอุณหภูมิของลูกอัณฑะเมื่ออย่ในช่งท้องจะสูงกว่าเมื่อห้อยอยู่นอกร่างกาย
ขั้นแรก พิจารณาลักษณะทั่วๆ ไปแล้วค่อยๆ พิจารณารายละเอียดของจุดต่างๆทั้งจากด้านหน้า,ด้านข้างและด้านท้ายของตัวโคดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้วในการคัดเลือกโค ขั้นตอนนี้ควรยืนห่างจากตัวโคประมาณ 6-7 เมตร หลังจากนั้นจึงเข้าใกล้ตัวโค เอามือสัมผัสและกดดูตามส่วนต่างๆ
ตำแหน่งและการวางตัวของขาหลังนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โคที่ดี ถ้าลากเส้นตรงจากกระดูกก้นกบลงมาตั้งฉากกับพื้น เส้นตรงนี้ควรแตะกับด้านหลังของเข่า (hock)และเกือบแตะกับติ่งกีบ (dew claw) ถ้าตำแหน่งของเท้าไปอยู่ข้างหน้ามาก จะมีปัญหาเมื่อโคเดินขึ้นเนินและตอนผสมพัน ในทางตรงข้ามถ้าตำแหน่งของเท้าไปอยู่ข้างหลังมากเกินไป จะทำให้การรับน้ำหนักไม่ดี ซึ่งอาจจะทำให้เอ็นและพังผืดฉีกขาดได้ การวางตัวของขาโคดังกล่าวนี้มักจะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ด้วย สำหรับโคเพศผู้ที่ต้องการนำไปใช้เป็นพ่อพันธุ์ ควรจะพิจารณาเกี่ยวกับลูกอัณฑะด้วยกล่าวคือลูกอัณฑะควรมีขนาดใหญ่พอสมควร ลูกอัณฑะ 2 ข้าง ควรมีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน และห้อยยานพอเหมะคือให้เห็นส่วนขั้วอัณฑะเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับห้อยยานมากจนแกว่งไปมาขณะโคเดิน ส่วนลูกอัณฑะที่หดสั้นติดกับท้องหรือมีบางส่วนอยู่ในช่องท้องนั้น ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นพ่อพันธุ์ เพราะตัวอสุจิที่ถูกสร้างขึ้นจะไม่ค่อยสมบูรณ์ เพราะอุณหภูมิของลูกอัณฑะเมื่ออย่ในช่งท้องจะสูงกว่าเมื่อห้อยอยู่นอกร่างกาย
วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2550
ลักษณะดีและไม่ดีด้านหลัง(ท้าย)
ลักษณะดีด้านหลัง(ท้าย)
- กล้ามเนื้อส่วนบั้นท้ายหนาและลึกมองเห็นกล้ามเนื้อขยับเมื่อโคเคลื่อนที่รูปทรงของสะโพกเป็นวงค่อนข้างกลม
- ขาทั้งสองใหญ่และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันแต่ตั้งตรง
- ซอกระหว่างขาหลังทั้งสองข้างไม่เต็ม แสดงว่ามีกล้ามเนื้อทำให้โคต้องยืนขาห่างจากกัน
ลักษณะไม่ดีด้านหลัง(ท้าย)
- กล้ามเนื้อส่วนบั้นท้ายไม่นู ส่วนสะโพกแคบ รูปทรงของสะโพกเป็นวงรี
- ขาเล็กและยืนตีบเข้าหากัน
- ซอกระหว่างขาหลังทั้งสองเต็มไปด้วยไขมันซึ่งเหลว ทำให้โคยืนขาตีบเข้าหากัน
- กล้ามเนื้อส่วนบั้นท้ายหนาและลึกมองเห็นกล้ามเนื้อขยับเมื่อโคเคลื่อนที่รูปทรงของสะโพกเป็นวงค่อนข้างกลม
- ขาทั้งสองใหญ่และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันแต่ตั้งตรง
- ซอกระหว่างขาหลังทั้งสองข้างไม่เต็ม แสดงว่ามีกล้ามเนื้อทำให้โคต้องยืนขาห่างจากกัน
ลักษณะไม่ดีด้านหลัง(ท้าย)
- กล้ามเนื้อส่วนบั้นท้ายไม่นู ส่วนสะโพกแคบ รูปทรงของสะโพกเป็นวงรี
- ขาเล็กและยืนตีบเข้าหากัน
- ซอกระหว่างขาหลังทั้งสองเต็มไปด้วยไขมันซึ่งเหลว ทำให้โคยืนขาตีบเข้าหากัน
วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2550
ลักษณะดี(ด้านข้าง)
ลักษณะดี(ด้านข้าง)
- ไม่มีส่วนที่ห้อยยานเกินความจำเป็นที่คอ เสือร้องไห้ไม่นูนใหญ่
- กล้ามเนื้อโรนขานูนเด่น กระดูกหน้าแข้งยาวใหญ่
- ส่วนซอกขาหลัง เว้าขึ้นเล็กน้อยแสดงว่าไม่มีไขมันหุ้มมากนัก
- ขาตรง ตั้งฉากกับพื้นทั้งขาหน้าและและขาหลัง
- ส่วน ไม่บวมนูน ซึ่งแสดงว่ามีไขมันมาก
- แนวสันหลังตรงและยาวหรืออีกนัยหนึ่งคือลำตัวยาวและลำตัวไม่ลึกนัก
ลักษณะไม่ดี(ด้านข้าง)
- มีส่วนห้อยยานที่คอ เกินความจำเป็น เสือร้องไห้นูนใหญ่
- ไม่เห็นกล้ามเนื้อโคนขา กระดูหน้าแข้งเล็ก
- ซอกขาหลัง เต็มเพราะมีไขมันมาก
- ขาหลังโค้ง
- ส่วนเนื้อย้อยที่โคนขาหลังบวมนูน ซึ่งเต็มไปด้วยไขมัน
- แนวสันหลังสั้น ลำตัวสั้นแต่ลึกมาก ซึ่งปกติส่วนครึ่งล่างของกลางลำตัวโคจะมีเนื้อน้อยและราคาต่ำ
- ไม่มีส่วนที่ห้อยยานเกินความจำเป็นที่คอ เสือร้องไห้ไม่นูนใหญ่
- กล้ามเนื้อโรนขานูนเด่น กระดูกหน้าแข้งยาวใหญ่
- ส่วนซอกขาหลัง เว้าขึ้นเล็กน้อยแสดงว่าไม่มีไขมันหุ้มมากนัก
- ขาตรง ตั้งฉากกับพื้นทั้งขาหน้าและและขาหลัง
- ส่วน ไม่บวมนูน ซึ่งแสดงว่ามีไขมันมาก
- แนวสันหลังตรงและยาวหรืออีกนัยหนึ่งคือลำตัวยาวและลำตัวไม่ลึกนัก
ลักษณะไม่ดี(ด้านข้าง)
- มีส่วนห้อยยานที่คอ เกินความจำเป็น เสือร้องไห้นูนใหญ่
- ไม่เห็นกล้ามเนื้อโคนขา กระดูหน้าแข้งเล็ก
- ซอกขาหลัง เต็มเพราะมีไขมันมาก
- ขาหลังโค้ง
- ส่วนเนื้อย้อยที่โคนขาหลังบวมนูน ซึ่งเต็มไปด้วยไขมัน
- แนวสันหลังสั้น ลำตัวสั้นแต่ลึกมาก ซึ่งปกติส่วนครึ่งล่างของกลางลำตัวโคจะมีเนื้อน้อยและราคาต่ำ
วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2550
เปรียบเทียบลักษณะโคเนื้อที่ดีและไม่ดี (ด้านบน)
ด้านบน
ลักษณะที่ดี
- กล้ามเนื้อที่ไหล่นูน ทำให้เห็นส่วนอกเว้าเล็กน้อย
- การกางของซี่โครงส่วนหน้าน้อย และค่อยๆขยายใหญ่ไปยังส่วนท้าย
- ระยะห่างระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกก้นกบมาก(กระดูกเชิงกรานเลื่อนมาหน้ามากเท่าใดยิ่งดี) ทำให้โคตัวนี้มีส่วนสะโพกยาวและมีเนื้อส่วนนี้(ซึ่งราคาแพง) มาก
- กระดูกก้นกบควรอยู่สูงและห่างจากก้นมากๆ เป็นผลให้มีเนื้อส่วนท้ายนี้มากซึ่งเนื้อส่วนนี้มีราคาแพงเช่นกัน
ลักษณะที่ไม่ดี
- ส่วนไหล่และท้ายเล็กกว่าส่วนท้อง ไม่เห็นกล้ามเนื้อนูนขึ้นมาตรงไหล่
- ส่วนท้องใหญ่กว่าส่วนไหล่และสะโพกซึ่งส่วนท้องเป็นส่วนที่มีเนื้อน้อยและราคาถูก
- ระยะห่างระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกก้นกบน้อยโคตัวนี้จะมีสะโพกสั้นและมีเนื้อส่วนนี้ (ซึ่งราคาแพง) น้อย
- กระดูกก้นกบอยู่ไม่ห่างก้นเป็นผลให้มีเนื้อส่วนนี้น้อย
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2550
เปรียบเทียบลักษณะโคเนื้อที่ดีและไม่ดี(ด้านหน้าโค)
ด้านหน้า
ลักษณะที่ดี
ลักษณะที่ดี
- กล้ามเนื้อที่ไหล่และโคนขาหน้านูนเด่น ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการมีกล้ามเนื้อมากน้อยของโคตัวนั้น
- กระดูกหน้าแข้งมีขนาดใหญ่เป็นตัวบ่งชี้ถึงขนาดของกระดูกโค(1)
- เสือร้องไห้และเหนียงคอไม่ใหญ่นัก
ลักษณะที่ไม่ดี
- ที่ไหล่และโคนขาหน้าเรียบเพราะมีกล้ามเนื้อส่วนนั้นน้อยและมีไขมันหุ้มมาก
- กระดูกหน้าแข้งมีขนาดเล็ก แสดงว่าโคตัวนี้มีกระดูกและโครงร่างเล็ก
- เสือร้องไห้เต็มกลม แสดงถึงการมีไขมันมาก ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ เพราะส่วนนี้มีราคาต่ำและยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าโคตัวนี้มีไขมันทั้งที่อยู่ในช่วงท้องและไขมันหุ้มซากมาก(2)
หมายเหตุ
- จากผลการวิจัยยืนยันได้ว่า ขนาดของกระดูกมีความสัมพันธ์ทางบวกกับปริมาณเนื้อโคตัวนั้น คือโคที่มีกระดูกใหญ่จะมีโครงร่างใหญ่และมีเนื้อมากด้วย เพราะกระดูกเป็นตัวเกาะยึดของกล้ามเนื้ออันที่จริงกระดูกมีราคาต่ำ แต่เพิ่มเนื้อของโคที่มีกระดูกใหญ่เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะมากกว่าการเพิ่มน้ำหนักกระดูก และพบว่าโคกระดูกใหญ่จะมีอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารดีกว่าด้วย
- แต่โคที่มีไขมันมากเช่นนี้เป็นที่ต้องการของตลาดเนื้อในเมืองไทย เรียกว่า "วัวมัน"
การคัดเลือกโคจากลักษณะภายนอก
- วิทยาการในการคัดเลือกโคได้มีการวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงจากความนิยมแบบเก่าไปมาก ดังนั้นก่อนที่จะเสนอแนะถึงวิธีการคัดเลือกโคจากลักษณะภายนอก จึงใคร่ขอเปรียบเทียบรูปทรงของโคในอุดมคติสมัยใหม่ (ดี) กับสมัยเก่า (ไม่ดี) และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจจึงอยากให้ทราบถึงการเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายโคเสียก่อน
เรียงลำดับจากด้านหัวโคไปจนถึงหางโคดังนี้
- ริมฝีปาก
- หน้า
- หน้าผาก
- หัว
- คอ
- เสือร้องไห้
- จุดหัวไหล่
- ไหล่
- อก
- หลัง
- ซี่โครง
- ลึงค์
- เชิงกราน
- สะโพก
- โคนหาง
- ก้นกับ
- ลูกมะพร้าว
- หาง
- พู่หาง
- ซอกขาหน้า
- ซอกขาหลัง
- โคนขาหน้า
- ข้อขาหลัง
- เข่า
- แข้ง
- ติ่งกีบ
การประมาณจำนวนลูก
- หลังจากแม่โคให้ลูกแต่ละครั้ง เขาของแม่โคจะคอดเป็นรอยวงแหวน 1 วง ทั้งนี้เนื่องจากแร่ธาตุบางอย่างอันได้แก่ แคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสที่แม่โคใช้ในการสร้างเขาในยามปกติถูกดึงมาใช้ในการสร้างน้ำนม เราจึงพอจะประมาณจำนวนลูกของแม่โคโดยการนับรอยคอดดังกล่าว นอกจากนี้ความถี่หรือห่างของรอยคอดยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความสม่ำเสมอในการให้ลูกของแม่โคได้ด้วย คือถ้ารอยคอดแต่ละรอยห่างเท่าๆ กัน ก็แสดงว่าแม่โคตัวนั้นให้ลูกสม่ำเสมอแต่ถ้ารอยคอดถี่บ้าง ห่างบ้าง ก็แสดงว่าบางปีให้ลูก บางปีก็เว้น ดังนี้เป็นต้น
- แม่โคที่เคยให้ลูกมาเพียง 1 - 2 ตัว จะสามารถเห็นรอยคอดได้ชัดเจน แต่ถ้าแม่โคเคยให้ลูกมาแล้วหลายตัว อาจจะสังเกตรอยคอดของลูกตัวแรก ๆ ได้ยาก เนื่องจากการสึกกร่อนของเขา ผู้ที่ยังไม่ชำนาญในเรื่องนี้อาจผิดพลาดได้
พันธุ์โค
โคในที่นี้หมายถึงโคเนื้อ สำหรับโคที่เลี้ยงกันในโลกนี้มี 2 ตระกูล คือ ตระกูลเมืองร้อน กับตระกูลเมืองหนาว1.โคเมืองร้อนมีตะโหนกใหญ่ โคเมืองร้อนเลี้ยงกันในทวีปเอเซียและอัฟริกา โคพื้นเมืองของไทยจัดเป็นโคตระกูลนี้ โคตระกูลนี้เลี้ยงง่าย ใช้งานได้ดี ทนต่อความร้อน ทนต่อโรคและแมลง แต่มีขนาดตัวค่อนข้างเล็ก โตช้า และลักษณะรูปร่างไม่เป็นโคเนื้อที่ดีนัก พันธุ์บรามัน ได้รับการปรับปรุงพันธุ์เป็นพันธุ์โคเนื้อที่เหมาะสำหรับเลี้ยงในแถบร้อน มีขนสีขาวทั้งตัว หนัง จมูก กีบ และพู่หางมีสีดำ ชื่อจริงของพันธุ์นี้คือ อเมริกันบราห์มัน2.โคตระกูลเมืองหนาว ไม่มีตะโหนกเลย โดยได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อโดยเฉพาะ ลักษณะรูปร่างเตี้ยและเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ มีอัตราการเจริญเติบโตมาก แต่เหมาะเลี้ยงกันเฉพาะในเมืองหนาวเท่านั้น อาทิเช่น พันธุ์ชาร์โรเลส์
หลักการเลือกซื้อโคมาเลี้ยง
ในสภาพการเลี้ยงโคของเมืองไทย โคตัวเมียจะเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 15 - 18 เดือน และสามารถให้ลูกได้ดีไปจนอายุประมาณ 15 ปี ส่วนโคตัวผู้จะเริ่มใช้งานได้ดีเมื่ออายุ 2 ปี ไปจนถึงอายุประมาณ 10 ปี ดังนั้นการซื้อโคมาเลี้ยงเป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ก็ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่ว่าต้องการจะเลี้ยงไว้อีกนานแค่ไหน เหมาะสมกับราคาหรือไม่ ท่านอาจจะถูกหลอกขายโคแก่ว่าเป็นโคสาว หรือถูกหลอกว่าเป็นแม่โคที่ให้ลูกดีปีละตัว แต่อันที่จริงเป็นแม่โคที่ไม่เคยให้ลูกเลย หรือนานปีให้ลูกสักตัว หลักการง่าย ๆ ในการประมาณอายุโคคือสังเกตจากการงอกของฟัน และประมาณจำนวนลูกได้โดยดูรอยคอดของเขา ซึ่งจะได้อธิบายให้ละเอียดต่อไป นอกจากนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อโคพันธุ์มาเลี้ยง ควรจะแน่ใจว่าโคตัวนี้ไม่เป็นโรคแท้งติดต่อ
ประเภทผู้เลี้ยงโค
แบ่งผู้เลี้ยงโคออกได้เป็น 3 ประเภทคือ
1.ผู้ผลิตลูกโค จะเลี้ยงฝูงแม่พันธุ์โค เพื่อผลิตลูกโคออกมาขายให้ผู้ที่จะนำไปขุนหรือนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป เกษตรกรประเภทนี้ต้องมีที่ดินค่อนข้างมากจึงมักจะอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ซึ่งราคาที่ดินไม่แพงนัก
2.ผู้เลี้ยงโคขุน จะรับซื้อลูกโคหย่านม หรือลูกโคอายุหนึ่งปี จากผู้ผลิตลูกโคแล้วนำมาขุนให้ได้โคเนื้อที่มีคุณภาพดีส่งตลาด เกษตกรประเภทนี้ไม่ต้องมีพื้นที่มากนัก แต่ควรจะอยู่ในท้องที่ซึ่งหาซื้อวัตถุดิบ อาหารสัตว์ หรือธัญญพืชได้ง่ายในราคาถูก
3.ผู้ผลิตลูกโคและผู้เลี้ยงโคขุน คือเกษตรกรบางรายมีฝูงแม่พันธุ์ของตนเอง ผลิตลูกโคและคัดเลือกโคไว้ขุนเอง
1.ผู้ผลิตลูกโค จะเลี้ยงฝูงแม่พันธุ์โค เพื่อผลิตลูกโคออกมาขายให้ผู้ที่จะนำไปขุนหรือนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป เกษตรกรประเภทนี้ต้องมีที่ดินค่อนข้างมากจึงมักจะอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ซึ่งราคาที่ดินไม่แพงนัก
2.ผู้เลี้ยงโคขุน จะรับซื้อลูกโคหย่านม หรือลูกโคอายุหนึ่งปี จากผู้ผลิตลูกโคแล้วนำมาขุนให้ได้โคเนื้อที่มีคุณภาพดีส่งตลาด เกษตกรประเภทนี้ไม่ต้องมีพื้นที่มากนัก แต่ควรจะอยู่ในท้องที่ซึ่งหาซื้อวัตถุดิบ อาหารสัตว์ หรือธัญญพืชได้ง่ายในราคาถูก
3.ผู้ผลิตลูกโคและผู้เลี้ยงโคขุน คือเกษตรกรบางรายมีฝูงแม่พันธุ์ของตนเอง ผลิตลูกโคและคัดเลือกโคไว้ขุนเอง
การประมาณอายุโค
เมื่ออ้าปากโคเพียงเล็กน้อย ก็จะเห็นฟันหน้าของโค ซึ่งมีเฉพาะฟันล่างเท่านั้น จำนวน 4 คู่ ส่วนฟันบนของโคจะไม่มีฟันหน้าดังกล่าวนี้ เราสามารถใช้ในการประมาณอายุโคได้ เพราะฟันแต่ละคู่จะงอกขั้นมาตามอายุของมัน ส่วนฟันกรามก็งอกขึ้นมาตามอายุเช่นกันแต่เราไม่ใช้ในการประมาณอายุโค เพราะมองเห็นได้ยาก
ฟันโคมี 2 ชุด เช่นเดียวกับในคน ฟันชุดแรกที่งอกขึ้นมาแทน การงอกของฟัน ทั้งฟันแท้และฟันน้ำนมจะเร่มงอกจากค่กลางก่อน เรียกว่า คู่ที่ 1 ส่วนคู่ที่ 2,3,4 จะอยู่ถัดออกไปทั้ง 2 ข้าง ตามลำดับ
เมื่อลูกโคคลอดออกมาจะมีฟันน้ำนมคู่ที่ 1 โผล่ออกมาจากเหงือกเล็กน้อย ภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน ฟันน้ำนมทั้ง 4 คู่ จะงอกขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ฟันน้ำนมจะคงอยู่เช่นนี้จนโคอายุได้ประมาณ 2 ปี ฟันน้ำนมคู่แรกก็จะหลุดและมีฟันแท้ขึ้นมาแทน อีก 1 ปีต่อมา ฟันน้ำนมคู่ที่ 2 หลุดและมีฟันแท้คู่ที่ 2 ขึ้นมาแทน ทำนองเดียวกัน ในคู่ที่ 3 และคูที่ 4 เว้นระยะห่างกันคู่ละประมาณ 1 ปี สรุปเพื่อให้จำง่ายๆว่า อายุ เท่ากับจำนวนคู่ของฟันแท้ บวกกับอีก 1 ปี เช่น ฟันแท้ 3 คู่ อายุโคควรจะได้ประมาณ 3 บวก 1 เท่ากับ 4 ปี จะเป็น 4 ปี กับอีกกี่เดือนก็พอจะประมาณได้จากการสึกของฟันแท้คู่ที่ 3 ซึ่งเป็นฟันแท้คู่ที่งอกขึ้นมาหลังสุดว่าสึกไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าโคมีฟันแท้ขึ้นครบ 4 คู่แล้ว แสดงว่าอายุอย่างต่ำ 5 ปี เมื่ออายุมากกว่า 5 ปี ก็จะเกิดปัญหาในการประมาณอายุ แต่ก็พอจะประมาณได้จากการสึกของฟัน ถ้าฟันคู่ที่ 4 ยังไม่สึกหรือสึกเพียงเล็กน้อย ก็แสดงว่าเพิ่งอายุได้ 5 ปีเศษ ๆ แต่ถ้าฟันสึกหมดถึงเหงือกก็แสดงว่าแก่มากแล้ว คือประมาณ 15 ปี เป็นต้น
ผู้ที่ยังไม่ชำนาญเมื่อเห็นฟันโคขึ้นครบ 4 คู่ อาจจะประมาณว่าอายุอย่างต่ำ 5 ปี ทั้งที่โคตัวนั้นอายุไม่ถึง 2 ปี ทั้งนี้เพราะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างฟันน้ำนมกับฟันแท้ เรื่องนี้ต้องสังเกตจากของจริง กล่าวคือ ฟันน้ำนมจะมีขนาดเล็กและเนื้อฟันดูไม่แน่นเหมือนฟันแท้ แต่ถ้าหากในโคตัวนั้นมีทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้อยู่ด้วยกัน ก็จะสามารถแยกกันได้ชัดเจนมาก เพราะฟันแท้โตกว่าฟันน้ำนม 3-4 เท่าทีเดียว อย่างไรก็ตามถ้ามีฟันขึ้นครบ 4 คู่ ไม่แน่ใจว่าเป็นฟันแท้หรือฟันน้ำนมกันแน่ ก็ควรจะดูขนาดและหน้าตาของโคประกอบด้วยว่าเป็นโคอายุมากหรือโคอายุน้อย
ฟันโคมี 2 ชุด เช่นเดียวกับในคน ฟันชุดแรกที่งอกขึ้นมาแทน การงอกของฟัน ทั้งฟันแท้และฟันน้ำนมจะเร่มงอกจากค่กลางก่อน เรียกว่า คู่ที่ 1 ส่วนคู่ที่ 2,3,4 จะอยู่ถัดออกไปทั้ง 2 ข้าง ตามลำดับ
เมื่อลูกโคคลอดออกมาจะมีฟันน้ำนมคู่ที่ 1 โผล่ออกมาจากเหงือกเล็กน้อย ภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน ฟันน้ำนมทั้ง 4 คู่ จะงอกขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ฟันน้ำนมจะคงอยู่เช่นนี้จนโคอายุได้ประมาณ 2 ปี ฟันน้ำนมคู่แรกก็จะหลุดและมีฟันแท้ขึ้นมาแทน อีก 1 ปีต่อมา ฟันน้ำนมคู่ที่ 2 หลุดและมีฟันแท้คู่ที่ 2 ขึ้นมาแทน ทำนองเดียวกัน ในคู่ที่ 3 และคูที่ 4 เว้นระยะห่างกันคู่ละประมาณ 1 ปี สรุปเพื่อให้จำง่ายๆว่า อายุ เท่ากับจำนวนคู่ของฟันแท้ บวกกับอีก 1 ปี เช่น ฟันแท้ 3 คู่ อายุโคควรจะได้ประมาณ 3 บวก 1 เท่ากับ 4 ปี จะเป็น 4 ปี กับอีกกี่เดือนก็พอจะประมาณได้จากการสึกของฟันแท้คู่ที่ 3 ซึ่งเป็นฟันแท้คู่ที่งอกขึ้นมาหลังสุดว่าสึกไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าโคมีฟันแท้ขึ้นครบ 4 คู่แล้ว แสดงว่าอายุอย่างต่ำ 5 ปี เมื่ออายุมากกว่า 5 ปี ก็จะเกิดปัญหาในการประมาณอายุ แต่ก็พอจะประมาณได้จากการสึกของฟัน ถ้าฟันคู่ที่ 4 ยังไม่สึกหรือสึกเพียงเล็กน้อย ก็แสดงว่าเพิ่งอายุได้ 5 ปีเศษ ๆ แต่ถ้าฟันสึกหมดถึงเหงือกก็แสดงว่าแก่มากแล้ว คือประมาณ 15 ปี เป็นต้น
ผู้ที่ยังไม่ชำนาญเมื่อเห็นฟันโคขึ้นครบ 4 คู่ อาจจะประมาณว่าอายุอย่างต่ำ 5 ปี ทั้งที่โคตัวนั้นอายุไม่ถึง 2 ปี ทั้งนี้เพราะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างฟันน้ำนมกับฟันแท้ เรื่องนี้ต้องสังเกตจากของจริง กล่าวคือ ฟันน้ำนมจะมีขนาดเล็กและเนื้อฟันดูไม่แน่นเหมือนฟันแท้ แต่ถ้าหากในโคตัวนั้นมีทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้อยู่ด้วยกัน ก็จะสามารถแยกกันได้ชัดเจนมาก เพราะฟันแท้โตกว่าฟันน้ำนม 3-4 เท่าทีเดียว อย่างไรก็ตามถ้ามีฟันขึ้นครบ 4 คู่ ไม่แน่ใจว่าเป็นฟันแท้หรือฟันน้ำนมกันแน่ ก็ควรจะดูขนาดและหน้าตาของโคประกอบด้วยว่าเป็นโคอายุมากหรือโคอายุน้อย
วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2550
ประเภทผู้เลี้ยงโค
แบ่งผู้เลี้ยงโคออกได้เป็น 3 ประเภทคือ
1.ผู้ผลิตลูกโค จะเลี้ยงฝูงแม่พันธุ์โค เพื่อผลิตลูกโคออกมาขายให้ผู้ที่จะนำไปขุนหรือนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป เกษตรกรประเภทนี้ต้องมีที่ดินค่อนข้างมากจึงมักจะอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ซึ่งราคาที่ดินไม่แพงนัก
2.ผู้เลี้ยงโคขุน จะรับซื้อลูกโคหย่านม หรือลูกโคอายุหนึ่งปี จากผู้ผลิตลูกโคแล้วนำมาขุนให้ได้โคเนื้อที่มีคุณภาพดีส่งตลาด เกษตกรประเภทนี้ไม่ต้องมีพื้นที่มากนัก แต่ควรจะอยู่ในท้องที่ซึ่งหาซื้อวัตถุดิบ อาหารสัตว์ หรือธัญญพืชได้ง่ายในราคาถูก
3.ผู้ผลิตลูกโคและผู้เลี้ยงโคขุน คือเกษตรกรบางรายมีฝูงแม่พันธุ์ของตนเอง ผลิตลูกโคและคัดเลือกโคไว้ขุนเอง
1.ผู้ผลิตลูกโค จะเลี้ยงฝูงแม่พันธุ์โค เพื่อผลิตลูกโคออกมาขายให้ผู้ที่จะนำไปขุนหรือนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป เกษตรกรประเภทนี้ต้องมีที่ดินค่อนข้างมากจึงมักจะอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ซึ่งราคาที่ดินไม่แพงนัก
2.ผู้เลี้ยงโคขุน จะรับซื้อลูกโคหย่านม หรือลูกโคอายุหนึ่งปี จากผู้ผลิตลูกโคแล้วนำมาขุนให้ได้โคเนื้อที่มีคุณภาพดีส่งตลาด เกษตกรประเภทนี้ไม่ต้องมีพื้นที่มากนัก แต่ควรจะอยู่ในท้องที่ซึ่งหาซื้อวัตถุดิบ อาหารสัตว์ หรือธัญญพืชได้ง่ายในราคาถูก
3.ผู้ผลิตลูกโคและผู้เลี้ยงโคขุน คือเกษตรกรบางรายมีฝูงแม่พันธุ์ของตนเอง ผลิตลูกโคและคัดเลือกโคไว้ขุนเอง
แผนการผสมพันธุ์โค
การปรับปรุงพันธุ์ในครั้งนี้เพื่อให้ได้พันธุ์โคที่ให้ผลิตผลสูงสุดในสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องผสมข้ามพันธุ์ไปมาเพื่อให้ได้พันธุ์โคตามต้องการในที่นี้ใช้โคพื้นฐาน 3 พันธุ์คือ โคพื้นเมือง,บราห์มัน และชาร์โรเลส์ ดังมีแผนการผสมพันธุ์ดังนี้
1 มีให้เลือกสองสาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและจุดประสงค์ของแต่ละบุคคล
2 การผสมพันธุ์อาจจะเริ่มจากขั้น ก. คือแม่โคพื้นเมือง หรือจะข้ามเป็นขั้น ข.เลยในกรณีที่มีแม่โคลูกผสมก็ได้
3 แนะนำให้ใช้การผสมเทียม เพราะจะได้พ่อพันธุ์ที่มีคุณภาพดีกว่าใช้พ่อจริง การผสมเทียมสามารถรับบริการได้ฟรีจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์
4 ได้พิสูจน์แล้วว่าลูกโคจากสายที่ 1 ขั้น ค. (25% พื้นเมือง, 25%บราห์มัน และ 50%ชาโรเลส์ มีคุณสมบัติเหมาะสมกับประเทศไทย( มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน )
5 ลูกโคสายทีสอง ขั้น ค. (25พ.25ช.50บ.) มีคุณสมบัติดีพอสมควร แต่ยังมีความหวังที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่านี้ จึงได้ทดลองผสมกับพ่อพันธุ์ 100% ชาร์โลเล่ส์อีกขั้นหนึ่ง แต่ยังไม่ทราบผลแน่ชัดว่าลูกที่เกิดขึ้นในขั้น ง. จะมีคุณสมบัติดีและเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ สมมุติว่าโคที่ได้ดังกล่าวเป็นที่พอใจ ก็จะทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธ์เพื่อให้เกิดโคพันธุ์แท้ในระดับเลือดดังกล่าวนี้ขึ้นอีกพันธุ์หนึ่งและให้ชื่อว่า "กำแพงแสน 2"
6 การผสมพันธุ์ขั้น ค.เป็นเพียงแผนงานที่วางไว้ล่วงหน้า แต่ยังไม่แนะนำให้ปฏิบัติ เพราะกำลังดำเนินการอยู่แผนผังการผสมพันธุ์โค
สายที่หนึ่ง
ก.100พ.(เมีย) x 100 บ.(ผู้)
ข.50พ. 50บ.(เมีย) x 100 ช.(ผู้)
ค.25 พ. 25 บ. 50 ช.(เมีย) x 25พ. 25บ. 50ช.(ผู้)
ง.25พ. 25บ. 50ช.
สายที่สอง
ก.100พ.(เมีย) x 100ช.(ผู้)
ข.50พ.50ช.(เมีย) x 100บ.(ผู้)
ค.25พ.25ช.50บ.(เมีย) x 100ช.(ผู้)
ง.12.5พ 12.5 บ. 62.5ช.(เมีย) x 12.5พ.25บ.62.5ช.(ผู้)
จ.12.5พ.25บ.62.5ช.
หมายเหตุ
พ. เท่ากับ พันธุ์พื้นเมือง
บ. เท่ากับ พันธุ์บราห์มัน
ช. เท่ากับ พันธุ์ชาโรเลส์
1 มีให้เลือกสองสาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและจุดประสงค์ของแต่ละบุคคล
2 การผสมพันธุ์อาจจะเริ่มจากขั้น ก. คือแม่โคพื้นเมือง หรือจะข้ามเป็นขั้น ข.เลยในกรณีที่มีแม่โคลูกผสมก็ได้
3 แนะนำให้ใช้การผสมเทียม เพราะจะได้พ่อพันธุ์ที่มีคุณภาพดีกว่าใช้พ่อจริง การผสมเทียมสามารถรับบริการได้ฟรีจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์
4 ได้พิสูจน์แล้วว่าลูกโคจากสายที่ 1 ขั้น ค. (25% พื้นเมือง, 25%บราห์มัน และ 50%ชาโรเลส์ มีคุณสมบัติเหมาะสมกับประเทศไทย( มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน )
5 ลูกโคสายทีสอง ขั้น ค. (25พ.25ช.50บ.) มีคุณสมบัติดีพอสมควร แต่ยังมีความหวังที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่านี้ จึงได้ทดลองผสมกับพ่อพันธุ์ 100% ชาร์โลเล่ส์อีกขั้นหนึ่ง แต่ยังไม่ทราบผลแน่ชัดว่าลูกที่เกิดขึ้นในขั้น ง. จะมีคุณสมบัติดีและเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ สมมุติว่าโคที่ได้ดังกล่าวเป็นที่พอใจ ก็จะทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธ์เพื่อให้เกิดโคพันธุ์แท้ในระดับเลือดดังกล่าวนี้ขึ้นอีกพันธุ์หนึ่งและให้ชื่อว่า "กำแพงแสน 2"
6 การผสมพันธุ์ขั้น ค.เป็นเพียงแผนงานที่วางไว้ล่วงหน้า แต่ยังไม่แนะนำให้ปฏิบัติ เพราะกำลังดำเนินการอยู่แผนผังการผสมพันธุ์โค
สายที่หนึ่ง
ก.100พ.(เมีย) x 100 บ.(ผู้)
ข.50พ. 50บ.(เมีย) x 100 ช.(ผู้)
ค.25 พ. 25 บ. 50 ช.(เมีย) x 25พ. 25บ. 50ช.(ผู้)
ง.25พ. 25บ. 50ช.
สายที่สอง
ก.100พ.(เมีย) x 100ช.(ผู้)
ข.50พ.50ช.(เมีย) x 100บ.(ผู้)
ค.25พ.25ช.50บ.(เมีย) x 100ช.(ผู้)
ง.12.5พ 12.5 บ. 62.5ช.(เมีย) x 12.5พ.25บ.62.5ช.(ผู้)
จ.12.5พ.25บ.62.5ช.
หมายเหตุ
พ. เท่ากับ พันธุ์พื้นเมือง
บ. เท่ากับ พันธุ์บราห์มัน
ช. เท่ากับ พันธุ์ชาโรเลส์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
